อีกหนึ่งความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกและพัฒนาการลูกที่พบได้บ่อย วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่เราเรียกว่าเด็กกันค่ะ
พ่อแม่หลายๆคนคิดว่า
“เด็กสามารถเติบโตได้เอง เราแค่ให้ อาหาร น้ำ ที่อยู่ นั่นแปลว่าเรากำลังเลี้ยงลูกแบบปลูกต้นไม้”
ปล่อยให้ต้นไม้เจริญเติบโตตามอัธยาศัย เพราะคิดว่าเดี๋ยวลูกก็ทำได้ เดี๋ยวลูกก็รู้ เดี๋ยวลูกก็พูดได้เอง และเมื่อเกิดปัญหาพ่อแม่กลุ่มนี้จะพยายามปฏิเสธปัญหา และรอ ซึ่งก็นานพอจะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้น และบางคนก็เจอปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ได้
ความเชื่อผิดๆนี้มาจากไหน
“มาจากประสบการณ์ เราจำได้ว่าตอนเราเด็กพ่อแม่ก็ปล่อยให้เราเติบโตและเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยตัวเอง แต่เราลืมไปว่าทุกวันนี้สิ่งแวดล้อม สังคม ได้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนเราเด็กๆเราได้เจอคน เราอาจไม่ได้ถูกสอนโดยตรง แต่เรารู้จักสังเกต เรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆรอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง แม้จะไม่ใช่พ่อแม่”
แต่ในปัจจุบันเราปล่อยลูกเติบโตกับอุปกรณ์เทคโนโลยี ลูกเหมือนจะชอบและเรียนสิ่งต่างๆได้ดี แต่ก็เป็นการเรียนรู้ทางเดียว และตามอัธยาศัยของลูก
ดังนั้นการปล่อยได้ลูกเติบโตเองโดยไม่ต่องสอนจึงเกิดขึ้นทั้งจากความเชื่อและข้อจำกัดในการเลี้ยงดู

ผลของการปล่อยให้ลูกเติบโตเอง
“พัฒนาการดีบางด้าน ช้าบางด้าน ประสิทธิภาพในการเรียนรู้น้อย มีผลต่อระดับสติปัญญา”
สมองของเด็กเหมือนเครื่องบันทึกที่ว่างเปล่า เราจึงสามารถใส่สิ่งต่างๆเข้าไปได้อย่างเต็มที่ในห้าปีแรก หลังจากนั้น เครื่องบันทึกนี้จะถูกอัดแน่นและเต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆ
แต่….ตามทฤษฎีพัฒนาการ สิ่งไหนไม่ถูกใช้ สิ่งนั้นจะหดสั้นและเล็กลง จนหายไปในที่สุด เหมือนสัตว์บางตัวเคยมีเท้า แต่เมื่อไม่ใช้เท้าจะค่อยๆหดสั้นลงและหายไป
สมองของลูกรักพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆตั้งแรกเกิด หากแต่ข้อมูลที่เราจะใส่ควรจะเหมาะสมกับวุฒิภาวะการเรียนรู้ของลูกตามช่วงวัยต่างๆ
ไม่เช่นนั้นจะเปลืองพื้นที่เก็บข้อมูลโดยเสียเปล่า เช่นสอน ก ไก่ ตั้งแต่ขวบปีแรก แต่ไม่ได้ใช้ กว่าจะสอนให้อ่านเขียนก็เว้นระยะอีกหลายปี แบบนี้เรียกว่า ไม่ได้สอนตามวุฒิภาวะและมีการเสียเปล่าของพื้นที่สมอง
นั่นเพราะพัฒนาการเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องและมีลำดับขั้นตอน หากเราข้ามขั้นตอนบางอย่างจะทำให้พัฒนาการท้ายสุดไม่มั่นคงแข็งแรง
เช่น รีบให้ลูกเดิน ทั้งที่ยังไม่คลานหรือคลานยังไม่คล่อง จะส่งผลให้เด็กทรงตัวได้ไม่ดี ซุ่มซ่าม กะระยะไม่เก่ง ทักษะการเคลื่อนที่จากการคาดเดาทำได้ยาก(การวิ่งโดยไม่ต้องมองทาง ในการเล่นกีฬาบางประเภท เช่นเทนนิส แบดมินตัน)
แท้จริงแล้วการเลี้ยงลูกก็เหมือนการปลูกต้นไม้ ที่ต้องมีความรู้ว่าต้นนั้น ชอบดินแบบไหน ต้องการแดดหรือร่มเงา ชอบน้ำหรือไม่ชอบ ใส่ปุ๋ยอย่างไรให้ออกดอก ออกผล ไม่ใช่ประโคมใส่จนลำต้นเน่า
สิ่งสำคัญในการเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จคือ ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องก่อน เหมือนการลงทุนที่เราต้นรู้จักสิ่งที่เราจะลงทุน ความเสี่ยง และแนวโน้มของความสำเร็จ ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้เราสามารถสนับสนุนช่วยเหลือลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ลดความเสี่ยง และสามารถแก้ปัญหาได้ทันเวลา





