พัฒนาการด้านการพูดประกอบไปด้วยการเข้าใจและการใช้ภาษา นั่นแปลว่าเด็กต้องรู้คำศัพท์ต่างๆ จากนั้นจึงค่อยๆเริ่มเล่นเสียง เลียนแบบเสียง จากเสียงที่ไม่เหมือน เริ่มใกล้เคียง จนออกเสียงได้ชัดในที่สุด
จากคำ 1 พยางค์ จะค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็น 2, 3 พยางค์ ค่อยๆเอามารวมกัน เป็นวลี เป็นประโยคสั้นๆ จากนั้นประโยคจะค่อยๆยาวขึ้นโดยมีการใส่คำคุณศัพท์ คำเชื่อมต่างๆ จากพูดสั้นๆก็เริ่มพูดได้เป็นเรื่องเป็นราว จนไปถึงการเล่าเรื่องได้
กระบวนการในการพัฒนาด้านภาษาต้องใช้ทั้งการมอง การฟัง สมาธิ ความพร้อมของกล้ามเนื้อมัดเล็กรอบๆปาก เป็นพัฒนาการที่ต้องอาศัยความพร้อมหลายๆด้าน
นี่คือกระบวนการที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะใช้ภาษาใดก็ตาม และเกิดเรียงตามลำดับคือ เด็กต้องฟัง จำและเข้าใจคำศัพท์ ก่อนจะเริ่มพูดเสมอ

กับคำถามที่ว่า ลูกควรเริ่มภาษาที่สองเมื่อไหร่
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของลูก ปัจจัยภายในบ้านเช่น พ่อกับแม่ใช้คนละภาษา และความพร้อมของผู้สอน (รายละเอียดการสอนลูกให้พูดค่อยมาว่ากันนะคะ) ถ้าเด็กมีความพร้อมในการเรียนรู้ก็สามารถเริ่มภาษาที่สองได้เลย ความพร้อมในการเรียนรู้คือ มีทักษะการมอง การฟัง การเลียนแบบ สมาธิและกล้ามเนื้อมัดเล็กรอบๆปากสามารถเคลื่อนไหวได้คล่อง
แต่ถ้าคุณไม่แน่ใจ
การเริ่มภาษาที่สองเมื่อเด็กสามารถพูดภาษาแรกได้สมบูรณ์แล้วก็จะดีกว่า
ดีกว่าในแง่ที่
-ไม่ทำให้เกิดพัฒนาการด้านภาษาล่าช้า เพราะเมื่อใส่หลายๆภาษาพร้อมกัน เด็กก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้นานขึ้น และเมื่อพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าก็ส่งผลต่อความฉลาดของเด็กด้วย
-ลดความเสี่ยงในการพูดไม่ชัด เพราะภาษาต่างๆมีฐานการออกเสียงไม่เหมือนกัน ถ้าเริ่มพร้อมกันหลายๆภาษาเด็กอาจพูดไม่ชัด ต้องมานั่งปรับแก้ให้พูดชัดขึ้น ซึ่งก็ต้องใช้เวลา และนอกจากนี้อาจทำให้เด็กเสียความมั่นใจในตัวเองเมื่อพูดแล้วคนอื่นๆไม่เข้าใจ
ไม่ต้องรีบเร่งให้ลูกเรียนรู้นะคะ การเรียนรู้อย่างสนุกจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพมากขึ้น อย่าลืมให้ลูกรักมีความสุข สนุกกับการเรียนรู้นะคะ





